2005/Jul/12

จากตอนที่แล้วทำให้เราได้รู้ว่า โรงภาพยนตร์นั้นกดดันค่ายภาพยนตร์เพียงใด การจะสร้างภาพยนตร์ไทยสักเรื่องในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะว่าบางทีสร้างมาแล้วไม่มีโรงให้ลงฉาย แต่ถ้าเรื่องไหนได้ฉายแล้ว ทางโรงภาพยนตร์ก็จะให้เวลาพิสูจน์ตัวเองเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น ถ้า 3 วันแล้วรายได้ยังไม่ดีพอ ก็จะลดรอบฉายทันที ดังนั้นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ไทยบางเรื่องเจ๊งก็เพราะหลายคนยังไม่ทันได้ดูก็ถูกถอดโปรแกรมไปเสียก่อน ผมมีข้อสังเกตอยู่ข้อหนึ่งก็คือ การที่คนไทยจะไปดูภาพยนตร์ไทยสักเรื่องหนึ่งในโรงภาพยนตร์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะภาพยนตร์เรื่องนั้นจะต้องมีความน่าสนใจอย่างมหาศาล (ขอย้ำ... ต้องมหาศาล) ดังนั้นกระแสปากต่อปากจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ภาพยนตร์ให้มากยิ่งขึ้น มีตัวอย่างภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จได้เพราะกระแสปากต่อปาก เช่น โหมโรง แฟนฉัน หรือหลวงพี่เทง แต่ภาพยนตร์พวกนี้มันมาจากค่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ ซึ่งมีอำนาจต่อรองกับโรงภาพยนตร์พอสมควร (บางค่ายก็เป็นเจ้าของภาพยนตร์ซะเอง!) เขาก็จะสามารถยึดเวลาฉายออกไปได้อีกหน่อย ระหว่างนั้นก็จะทำการโปรโมทให้มากขึ้น เอานักการเมืองมาพูดบ้าง เอาดารามาพูดบ้าง คนก็เริ่มสนใจแล้ว แต่ภาพยนตร์จากค่ายเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจต่อรองล่ะ จะทำยังไง ได้ฉายแค่อาทิตย์ก็ทำท่าจะออกแล้ว ทีนี้จะเกิดกระแสปากต่อปากได้อย่างไรกัน

จากปัญหาที่กล่าวไว้ข้างต้น ถ้าเปรียบภาพยนตร์เป็นสินค้าตัวหลักของค่ายภาพยนตร์ ตอนนี้ช่องทางการขายสินค้าตัวนี้อาจจะมาถึงทางตัน และตัวสินค้าเองก็กำลังได้รับความนิยมลดลงเรื่อยๆ ถ้าเรานำหลักการทางการตลาดมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็จะพบกับวิธีแก้ง่ายๆ โดยการแตก Product Line ออกมา (หลักการของ Product Line นั้นมีหลายวิธี เป็นการสร้างหรือพัฒนาสินค้าขึ้นมาใหม่ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น รายได้ก็จะมากขึ้นด้วย) ดังนั้น Product Line ของภาพยนตร์จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก VCD และ DVD ดังนั้นในบางครั้งเราจึงพบเหตุการณ์ที่ว่า เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนเรายังไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงอยู่เลย พอมาวันนี้เห็นเป็น VCD วางขายซะแล้ว รู้อย่างนี้รอเป็น VCD ซะก็สิ้นเรื้อง ไม่ต้องเสียตังค์ไปดูที่โรง!! นั้นยังไงคับ เห็นหรือยังคับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาสืบทอดกันมาเป็นระบบ เริ่มจากโรงภาพยนตร์กีดกันค่ายภาพยนตร์ จากนั้นค่ายภาพยนตร์ก็ต้องหาช่องทางหารายได้เพิ่ม จึงผลิตเป็น VCD และ DVD ออกมา พอคนทั่วไปพบว่า VCD และ DVD นั้นออกเร็วแถมราคาถูกลง มีหลากหลายเรื่องราวให้เลือก และไม่ต้องไปเบียดเสียดกับคนในห้างสรรพสินค้าเพื่อรอชมภาพยนตร์ ในที่สุดคนทั่วไปก็เลือกที่จะนั่งดูอยู่กับบ้านมากกว่านะสิ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วเราจะพบว่าวิธีการแตก Product Line นั้นอาจจะช่วยให้ค่ายภาพยนตร์มีรายได้ก็จริง แต่ก็เป็นในระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ในระยะยาวนั้นจะเกิดเป็นผลเสียซะมากกว่า เพราะขาย VCD นั้นได้ทีก็แค่ล้านสองล้าน จะไปสู่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์แล้วได้ทีละสิบกว่าล้านได้อย่างไร ส่วนทางโรงภาพยนตร์นั้นเขาไม่ประสบปัญหาหรอก เพราะเขายังมีทั้งโบว์ลิ่งและคาราโอเกะมาทดแทนรายได้จากการฉายภาพยนตร์ที่ลดลงอยู่แล้ว ที่แย่ก็คือตอนนี้เรายังคงเห็นว่าคนไปโรงภาพยนตร์เยอะก็จริงอยู่ แต่แท้จริงแล้วพวกเขาอาจจจะไปเพื่อเล่นโบว์ลิ่งหรือร้องคาราโอเกะก็ได้....

ในตอนหน้า ผมจะมาอธิบายในแง่ของผู้ชมภายนตร์ว่ามีพฤติกรรมอย่างไร และมันส่งผลกระทบต่อวงการภาพยนตร์อย่างไร อย่าลืมติดตามกันนะคับ



edit @ 2005/07/14 16:32:13

Comment

Comment:

Tweet


เราเป็นคนนึงที่ชอบดูหนังเหมือกันแล้วก็ชอบดูที่โรงมากกว่าด้วยเพราะมันดูแล้วมันได้บรรยกาศดี แต่ราคาตั๋วตั้ง มากกว่า 100 บาท(รึเปล่า) มันก็ทำให้ไม่ค่อยอยากไปดูสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะหนังไทยซึ่งน้อยเรื่องมากๆที่จะอยากไปดูที่โรงจริงๆ รอดูหนังแผ่นดีกว่า
#5 by บัน At 2005-09-24 16:28,

อืมมม จริงๆด้วย

อ่านค่ะติดตามๆ
#4 by p r i n z e s s i n At 2005-08-30 17:03,
เป็นเพราะหนังไทย
ยังไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้มากพอ
ที่จะยอมให้คนไทย ยอมเสียเงิน ไปดูหนังไทย

กว่าที่ปากต่อปาก จะมาถึงหู
บางทีก็ช้าไปเสียแล้ว

พฤติกรรมของผู้บริโภคเดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไป
มีทางเลือกมากขึ้น
รอดูวีซีดี ดีวีดี ดีกว่า
แผ่นเดียวดูกันได้ทั้งครอบครัว

#3 by ข้าวปุ้น At 2005-07-12 01:28,
หนังไทยสงสัยคงต้องพึ่งกระแสปากต่อปากอย่างเดียวล่ะมั้งถึงจะอยู่รอด

ผมว่าการเลือกวันฉายก็มีผลอย่างมากต่อรายได้ของหนังไทย ยกตัวอย่าง หลวงพี่เท่ง กับ มหาลัยเหมืองแร่ แค่2 เรื่องนี้ก็เห็นชัดๆแล้ว (หลวงพี่เท่งทำรายได้ขนาดนั้นได้ไงเนี่ย -_-")
#2 by Bighead At 2005-07-12 01:25,
ไม่ได้ดูหนังโรงมานานแล้ว เด๋วนี้เคเบิลอย่างเดียว
#1 by Jatupol Tongbutr At 2005-07-12 01:16,